Free priority shipping throughout Thailand - Promotions

ทำอย่างไรให้สิวหายโดยหน้าไม่พัง?

Share

Share on facebook
Share on pinterest
Share on twitter
Share on linkedin

เมื่อผิวของคุณมีรูขุมขนที่กว้างขึ้น อาจทำให้เกิดภาวะอุดตันของน้ำมัน สิ่งสกปรกหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วขึ้นได้ จนก่อให้เกิดการอักเสบใต้ชั้นผิว หรือที่กันเรียกว่า “สิว” ส่วนหนึ่ง ลักษณะของสิวมักมีหลายประเภทด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น สิวหัวขาว สิวหัวดำ สิวอุดตัน ซึ่งสิวสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกคนวัยอีกด้วย

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว มักมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การกินอาหาร การดูแลผิว กรรมพันธุ์ รวมถึงปัจจัยเรื่องฮอร์โมน ก็เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดสิวได้ สำหรับบทความนี้จะเป็นเรื่องของการเกิดสิวในแง่ของกายภาพว่า ทำไมสิวถึงเกิดขึ้น? และชั้นผิวมีปฏิกิริยาอย่างไร?

สาเหตุหลักของการเกิดสิวบนผิว

สิวอุดตัน เกิดจากก้อนไขมันอุดตัน  (Comedone) ที่ไปอุดตันในรูขุมขนจนเกิดการอักเสบ ซึ่งปกติแล้วรูขุมขนกับท่อต่อมไขมันจะเชื่อมต่อกัน โดยต่อมไขมันจะทำหน้าที่ผลิตไขมัน (Sebum) ออกมาผ่านรูขุมขน เพื่อเคลือบผิวหนังด้านนอกให้ชุ่มชื้น ไม่แห้ง และบางครั้งต่อมไขมัน จะผลิตไขมันออกมามากเกินไป ทำให้รูขุมขนระบายออกมาไม่ทัน จนก่อให้เกิด ก้อนไขมันอุดตัน  (Comedone)  ในรูขุมขนขึ้น

เมื่อเกิดการอักเสบจะมีแบคทีเรียที่ชื่อว่า Propionibacterium acnes อยู่ ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว หรือถ้ารูขุมขนยังไม่เปิด ก็จะกลายเป็นสิวหัวขาวฝังอยู่ในชั้นผิวแทน

ภาวะการผลิตน้ำมันในผิวมากเกินไป (Seborrhea) 

ส่วนหนึ่งของภาวะการผลิตน้ำมันในผิวมากเกินไป (Seborrhea) มาจากปัจจัยภายใน ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง (ฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย) หากมีฮอร์โมนเพศชายในเลือดสูง จะกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาเยอะ , การเผชิญกับมลภาวะ จนทำให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น และชั้นผิวหนังก่อตัวหนาขึ้น จนทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้ว ไปอุดตันรูขุมขน (Stratum corneum)

คำแนะนำ: หลายคนมักเข้าใจผิดว่า เมื่อเป็นสิวควรที่จะขัด หรือสครับผิวหน้า เพื่อขัดเอาเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมา แต่ความจริงแล้ว การขัดถู หรือรบกวนบนใบหน้าแรง ๆ เช่นนี้จะไปรบกวนรูขุมขนหรือต่อมไขมัน  ทำให้รากขนแตก และทำให้เกิดขนขุดด้านในได้

 ส่วนผสมในสกินแคร์ลดสิว มีอะไรบ้าง?

o กรดวิตามินเอ (Retinoic Acid)  เป็นสารออกฤทธิ์ที่สกัดมาจากวิตามิน A ซึ่งก่อให้เกิดอาการผิวแห้ง ผิวระคายเคืองได้ เรามักพบว่าสกินแคร์ เครื่องสำอางรักษาสิวจะมีการพูดถึงกรดวิตามินเออยู่บ่อยๆ ตัวกรดวิตามินเอที่อยู่ในสกินแคร์ทั่วไป เป็นเพียงสารตั้งต้นเท่านั้น เรียกว่า เรตินิล เอสเทอร์ (Retinyl Esters) ,  เรตินอล (Retinol) ,เรตินาลดีไฮด์ (Retinaldehyde)  สารตั้งต้นเหล่านี้จะไม่ออกฤทธิ์ใดๆ และเมื่อโดนเอนไซม์บนผิว จะกลายเป็น  เรตินอล (Retinol)  และกรดเรติโนอิก(Retinoic Acid) และมีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์เคราตินให้หลุดออกและลดการอักเสบของสิว ลดการเจริญเติบโตของเชื้อสิว P.acne

ข้อควรระวัง: หากใช้ในปริมาณเข้มข้น  เรตินอล (Retinol)  และกรดเรติโนอิก(Retinoic Acid) จะไปกระตุ้นการลอกของเซลล์ผิวชั้นนอก ผื่นแดง เกิดการอักเสบ ผิวแสบร้อนรุนแรงได้ และผู้ที่ตั้งครรภอยู่ ไม่ควรใช้สารนี้เด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดความผิดปกติในทารกได้

o กรด AHA และ BHA ส่วนผสมที่ช่วยกระตุ้นการผลัดผิวและช่วยลดการอุดตันของต่อมไขมันในรูขุมขน ลดการเกาะตัวของเซลล์ผิวหนัง ทำให้สิวหลุดออกง่ายขึ้น แต่ข้อควรระวังคือ หากใช้กรดประเภทนี้บ่อย จะทำให้ผิวหนังระคายเคือง อาจทำให้ผิวแห้ง แสบลอกระคายเคืองได้ เนื่องจากกรดเหล่านี้ จะไปทำลายเซลล์ชั้นนอก ที่ทำหน้าที่ปกป้อง รักษาความชุ่มชื้นผิวชั้นใน เมื่อเซลล์ผิวบางลง จึงเกิดการผิวแห้ง ผิวแพ้ง่ายขึ้น

o   ไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์ (COS) สารออกฤทธิ์ที่ช่วย ลดแบคทีเรียและทำให้สิวสงบลงได้ โดยไม่ทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง มีชื่อว่า  ไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์ (COS) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ (anti inflammation) กระตุ้นกระบวนการรักษาตนเองของผิว (natural skin healing process) และเนื่องจาก COS ละลายอยู่ในแลกติกแอซิด จึงช่วยกระตุ้นการผลัดผิว ไปด้วยพร้อมกัน นอกจากนี้แล้วยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อ แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว (Propionibacterium acnes) ได้ นอกจากนี้ สาร COS ยังช่วยสร้างชั้นผิวด้านนอกที่มีหน้าที่ รักษาความชุ่มชื้น ให้แข็งแรงและช่วยปรับสมดุลผิวได้

อ่านเพิ่มเติม ส่วนผสมของสกินแคร์ที่ช่วยลดสิว ไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์ (COS)  คืออะไร? เสริมชั้นผิวให้แข็งแรงได้อย่างไร? ได้ที่นี่