โปรโมชั่น - จัดส่งฟรีทั่วประเทศไทย

รู้ไหมว่า ครีม เจล และ ครีมเจล แตกต่างกันอย่างไร?

แชร์

Share on facebook
Share on pinterest
Share on twitter
Share on linkedin

ผิวหนังของเรานั้นเป็นปราการด่านแรกและถือว่ามีความสำคัญในการป้องกันร่างกายของเราจากมลภาวะต่าง ๆ การบำรุงผิวจึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถซึมผ่านผิวหนังของเราได้ดี ไม่ก่อให้เกิดการแพ้และระคายเคือง โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้าหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เซรั่ม ครีม เจล หรือ ครีมเจล 

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าผิวของเราเหมาะกับเนื้อผลิตภัณฑ์แบบไหนกันแน่ เราจึงต้องมาทำความรู้จักคุณสมบัติเบื้องต้นของผิวหนังของเราก่อน 

ทราบหรือไม่ว่าชั้นผิวหนังของเรามีเนื้อเยื่อเซลล์ที่มีความมัน ในทางวิทยาศาสตร์จึงมีสิ่งที่เรียกว่า like dissolves like แปลง่าย ๆ คืออะไรที่เหมือน ๆ กันก็จะละลายหรือเข้ากันได้ดีกว่า จากทฤษฎีนี้นี่เอง จึงกลายเป็นการพัฒนาสกินแคร์รูปแบบต่าง ๆ ออกมาเพื่อให้ตอบโจทย์ในการบำรุงผิวให้มากที่สุด วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักความแตกต่างของ ครีม และ เจล ว่าคืออะไร และเนื้อผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงผิวทั้งสองแบบแตกต่างกันอย่างไร

จากที่ได้เกริ่นไปเบื้องต้นว่าผิวหนังของเรามีส่วนที่มัน จึงมีการคิดค้นครีม (Cream) ขึ้นมา จากหลักการคือใช้น้ำมัน (Oil phase) และ น้ำ (Water phase) ผสมเข้าด้วยกัน ซึ่งจะมีความเข้มข้นสูง การดูดซึมเนื้อครีมเข้าสู่ผิวได้ช้ากว่าการบำรุงผิวชนิดอื่น แต่เพราะความซึมช้าและมีความมันจึงเหมาะกับคนที่มีผิวแห้ง เนื่องจากผิวขาดความชุ่มชื้น ใบหน้าลอก และเกิดริ้วรอยได้ง่ายกว่าผิวประเภทอื่น แต่หลาย ๆ คนก็ไม่ค่อยปลื้มเนื้อครีม เพราะทาแล้วรู้สึกเหนอะหนะ โดยเฉพาะในประเทศอากาศร้อนอย่างประเทศไทย

และเพราะความเหนอะหนะของครีมนี้เอง จึงมีการผลิต “เจล” ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวเลือกเพิ่มเติม โดยผลิตมาจากสารไฮโดรคอลลอยด์ (hydrocolloid) หรือสารที่มีความชอบน้ำ (water phase) มีการกักเก็บน้ำไว้ภายในโครงสร้าง เพื่อคงสภาพของความชุ่มชื้นไว้ได้ดี มีความหนืดและเนื้อสัมผัสที่ยืดหยุ่น แต่ไม่ให้ความรู้สึกที่เหนอะหนะเหมือนการใช้ครีม เพราะการผลิตเจลนั้นไม่มีในส่วนของการใช้ oil มาผลิตเลย แต่ก็มีข้อเสียคือให้ความชุ่มชื้นได้ไม่เท่าเนื้อครีม

สรุป 5 ข้อสำหรับความแตกต่างของครีม และ เจลคือ

1. ครีมซึมเข้าผิวได้ช้ากว่า ใน ขณะที่ครีมเจลซึมเข้าสู่ผิวได้ดีกว่า

2. ครีมคงสภาพอยู่บนผิวได้นานกว่า จึงทำให้ผิวชุ่มชื้นนานกว่า

3. ครีมมีความเหนอะหนะ ทำให้เกิดการอุดตันจนเป็นสิวได้ง่าย ไม่ค่อยเหมาะกับอากาศบ้านเรา แม้คนใช้จะหน้าแห้งมากก็ตาม 

4. เจลมีความเหนอะน้อยกว่าครีมมาก ให้ความรู้สึกสบายผิวที่มากกว่า ซึมได้ดีกว่า แต่อาจจะไม่ตอบโจทย์เรื่องความชุ่มชื้นกับผู้ที่มีผิวแห้งมาก

5. จากทฤษฎี like dissolves like ทำให้ Active ingredient บางตัวไม่สามารถคงสภาพอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นมันมากอย่างครีม หรือ มีความเป็นน้ำมากเกินไปอย่างเจลได้

ดังนั้นจึงมีการคิดค้น “ครีมเจล” ขึ้นมาเพื่อกลบข้อด้อยของครีมและเจลไว้ และยังสามารถดึงข้อดีของผลิตภัณฑ์ทั้งสองรูปแบบออกมา เกิดเป็นสกินแคร์รูปแบบใหม่ที่มีคุณลักษณะเป็นความผสมผสานระหว่างครีมและเจล ทำให้ Active ingredients ที่มีความชอบจำเพาะไม่ว่าจะเป็นความชอบ oil phase หรือ water phase ยังคงออกฤทธิ์ได้ดี แต่ไม่ทำให้รู้สึกเหนอะหนะ จึงเหมาะกับผิวของสาวไทยที่อยู่ในสภาพอากาศค่อนข้างร้อนชื้น มีเหงื่อออกมาก ในบางรายการใช้ครีมอาจเพิ่มการอุดตันทำให้เกิดสิวได้ง่าย จึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้เนื้อสัมผัสบางเบาซึมลงสู่ผิวได้ดี แต่ก็ยังคงให้ความชุ่มชื้นที่เพียงพอและไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

จากความแตกต่างทั้งในแง่ของคุณสมบัติและการใช้ประโยชน์เพื่อให้ตอบโจทย์แก่ผู้ใช้มากที่สุด ผศ.ดร. รัฐ พิชญางกูร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านชีวเคมี จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับผิวคนไทย และสภาพอากาศในเมืองไทย จนกลายมา Dr. RATH Supercharged Whitening Concentrate ซึ่งเป็นมอยเจอร์ไรเซอร์เนื้อครีมเจล โดยเน้นเรื่องการปรนนิบัตรผิวที่สามารถบำรุงลึกได้ถึงระดับโมเลกุล

Dr. RATH Supercharged Whitening Concentrate ได้รางวัล Best of Cream จากสุดสัปดาห์ อวอร์ด 2020 ประกอบด้วยสารสกัด White blossoms complex ที่ช่วยให้ผิวหน้าเปล่งปลั่ง สว่าง กระจ่างใส ช่วยปลอบประโลมผิวหลังถูกแดดอย่างอ่อนโยน และมี Hyaluronate crosspolymer  ซึ่งเป็นไฮยาลูโรนิคนวัตกรรมใหม่ที่อุ้มน้ำได้นานขึ้นและดีกว่าไฮยาลูโรนิคทั่วไปถึง 3 เท่า และยังทำหน้าที่เหมือนการ encapsulate ในการค่อย ๆ ปลดปล่อยสารออกฤทธิ์สำคัญต่างๆ เข้าสู่ผิว เมื่อทาแล้วจะเคลือบบนผิวหนังทำให้ผิวสูญเสียน้ำช้าลง และรักษาความชุ่มชื้นบนผิวหน้าได้นาน เป็นมอยเจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะมากสำหรับสาวผิวมันแต่มีปัญหาผิวขาดน้ำ อีกทั้งยังมี Vit C complex ที่ช่วยเพิ่มความกระจ่างใส  และยังใส่ Lipid มาให้ถึง 3 ชนิด เพื่อช่วยให้ผิวแข็งแรง 

เหมาะกับทุกสภาพผิวแม้ผิวแพ้ง่าย เพราะปราศจาก แอลกอฮอล์ พาราเบน ซิลิโคน และซัลเฟต ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย