โปรโมชั่น - จัดส่งฟรีทั่วประเทศไทย

ฝ้าเกิดจากอะไร?

แชร์
Share on facebook
Share on pinterest
Share on twitter
Share on linkedin
ฝ้าเกิดจากอะไร
แชร์:
Share on facebook
Share on pinterest
Share on twitter
Share on linkedin

หลังจากที่เราลงบทความเรื่องฝ้าไป ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาปรึกษากว่า 90% มักมาปรึกษาว่า ทำไมฝ้าเยอะขึ้น หลังจากพยายามรักษาฝ้าด้วยการไปทำเลเซอร์บางชนิด ฉีดสลายฝ้า หรือใช้ครีมที่เคลมว่าช่วยรักษาฝ้า

แต่รู้ไหมว่าการรักษาฝ้าแบบที่กล่าวมาข้างต้น อาจมีสารที่ผลัดเซลล์ผิวที่รุนแรง หรือครีมที่มีสเตียรอยด์ หรือสารที่ยับยั้งการสร้างเมลานินอย่างสุดโต่ง ช่วงแรกฝ้าอาจจะจางลงเพราะกรดไปผลัดเซลล์ผิว หรือสารเหล่านั้นไปยับยั้งการสร้างเมลานินทำให้ผิวดูขาวขึ้น แต่หลังจากนั้นฝ้ากลับขึ้นหนักกว่าเดิม

เราจะสังเกตเห็นได้อย่างไรว่าครีมที่เราใช้มีสเตียรอยด์ หรือกรดผลัดเซลล์ผิวที่รุนแรงหรือไม่?

กรดผลัดเซลล์ผิวที่รุนแรงสังเกตได้จากตอนรักษาแรก ๆ ก็ดีขึ้น หลัง ๆ ฝ้าเริ่มขึ้นหนักกว่าเดิม หรือพอหยุดใช้แล้วฝ้าเห่อขึ้น ผิวระคายเคืองง่าย ใช้อะไรก็แพ้ง่าย เนื่องจากมีผลข้างเคียงมาจากหน้าเราบอบบางมากขึ้นเพราะโดนกรดผลัดเซลล์ผิวที่รุนแรง พอผิวที่บางลงโดนแดด ฝ้าก็จะยิ่งเห่อ

ส่วนครีมที่มีสเตียรอยด์ ส่วนใหญ่ที่สังเกตได้ง่ายคือจะมีสิวอักเสบขึ้นค่ะ แนะนำให้หยุดใช้นะคะ เพราะระยะยาวมีผลข้างเคียง จะทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบ ระคายเคือง ผดผื่นขึ้นง่าย ผิวหน้าบาง เห็นเส้นเลือดแดงตามใบหน้าชัดขึ้น มีอาการบวมแดง คัน เกิดการตกสะเก็ด ผิวหนังแสบเหมือนผิวไหม้ จนบางราย สีผิวอาจเปลี่ยนเป็นด่างถาวรหรือผิวบางลง

แล้วถ้าใช้ครีมที่มีส่วนผสมของกรดเรติโนอิก (Retinoic acid) หรือ Retinol ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ Retinoic acid ที่มีความระคายเคืองน้อยกว่า หรือจะสารไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ที่เคลมว่าทำให้หน้าขาวใสล่ะ?

ทั้งกรดเรติโนอิก และ ไฮโดรควิโนน จะยับยั้งการสร้างเม็ดสีหรือเมลานิน ทำให้ผิวขาวขึ้นได้ ครีมหลาย ๆ ตัวจึงนำมาใช้เป็นยาทารักษาผิวที่เป็นฝ้า กระ และจุดด่างดำ ตัวนี้ตอนแรกก็จะหน้าขาวขึ้น ฝ้าจางลง

สำหรับไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) หากใช้เกินขนาด จะเกิดอาการแสบร้อน ตุ่มแดง และภาวะผิวคล้ำมากขึ้นในบริเวณที่ทา หากใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดเป็นฝ้าถาวร ตอนนี้ถูกสั่งห้ามใส่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางจำหน่ายทั่วไป

ส่วน กรดเรติโนอิก (Retinoic acid) ส่วนใหญ่นิยมใช้ในรูปแบบ Retinol ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ Retinoic acid ตัวนี้อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง ผิวหน้าลอก อักเสบ แพ้แสงแดดได้ง่าย อาจเกิดภาวะผิวด่างขาวหรือผิวคล้ำได้ชั่วคราวและอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์

โดยสามารถอ่านบทความเกี่ยวกับสารทั้ง 3 ตัว เพิ่มเติมได้ที่ https://med.mahidol.ac.th/…/general/04072016-2055-th

ทำไมเลเซอร์บางชนิด หรือฉีดสลายฝ้า ถึงช่วยแค่ตอนแรก แล้วหลังจากนั้นบางคนฝ้าขึ้นเยอะกว่าเดิม?

ถึงแม้ตอนรักษาแรก ๆ จะรู้สึกว่าฝ้าจางลง แต่ตอนหลังอาจเป็นหนักกว่าเดิม เพราะเลเซอร์ชนิดนั้น หรือเลเซอร์บางตัวที่ช่วยให้หน้าขาว หรือการฉีดสลายฝ้าบางชนิด จะไปทำลายเม็ดสีหรือเมลานิน

โดยเลเซอร์อาจจะมีกระบวนการไปทำลายเม็ดสี (เมลานิน) ทำให้เม็ดสีแตกตัว ผิวจึงดูสีอ่อนลง ฝ้าดูจางลงนั่นเอง และเมื่อทำเลเซอร์ ผลลัพธ์ก็จะขึ้นกับแต่ละคน บางคนได้ผลดีมาก บางคนก็ไม่แตกต่างมาก แต่ที่ต้องระวังเหมือน ๆ กันก็คือ หลังการทำเลเซอร์ควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดแรง และจำเป็นต้องมีการปกป้องผิวจากรังสี UV ในแสงแดดเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวคล้ำลง เพราะว่าช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ผิวหลังเลเซอร์อยู่ในกระบวนการซ่อมแซมความเสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ในช่วงนี้ ผิวของเราก็จะมีความไวต่อแสงแดดมากกว่าปกติ และต้องเข้าใจว่าการทำแบบนี้เป็นการช่วยแบบชั่วคราวเท่านั้น เมื่อโดนแดดผิวก็จะกลับไปคล้ำลง เพราะนี่คือกระบวนการทางธรรมชาติที่ร่างกายต้องปกป้องผิว และที่จริงเม็ดสี (เมลานิน) มีประโยชน์มาก เพราะเมื่อผิวเราโดนแดดผิวจะสร้างเมลานินมาป้องกันผิวจากแสงแดด ทำให้สีผิวเราดูคล้ำลง แต่หลายคนกลับอยากกำจัดเมลานินด้วยการพยายามยับยั้งการสร้างเม็ดสีเหล่านี้

ดังนั้นเวลาจะรักษาฝ้าด้วยวิธีการต่าง ๆ แนะนำให้ศึกษาดี ๆ ศึกษาเยอะ ๆ อย่าเชื่อเพียงเพราะโฆษณาเกินจริงที่ว่าสามารถทำให้ฝ้าหายขาดได้ เพราะในปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยี หรือครีมใดช่วยให้ฝ้าหายขาดได้อย่างถาวร เราไม่อยากให้ลูกค้าเสียเงินครั้งละน้อยๆ แต่พอรวม ๆ แล้วเสียไปหลายหมื่นบาทกับการลองผิดลองถูกจนหน้าพัง ผิวถูกทำลาย ฝ้าเพิ่มขึ้น เป็นปัญหาระยะยาว และยังแก้ยากกว่าเดิม

เราจะทำอย่างไรให้ฝ้าดีขึ้น โดยไม่มีผลข้างเคียงอื่น ๆ ตามมา?

ฝ้าเกิดจาก ใช้สครับที่ผลัดเซลล์ผิวรุนแรง เลเซอร์บางชนิด หรือใช้ครีมที่มีกรดหรือสารรุนแรงทำให้

ผิวบางลง >> ผิวอักเสบง่าย >> โดนแดด >> เป็นฝ้า

ดังนั้นเราต้องทำให้ผิวเราแข็งแรงก่อน เมื่อผิวแข็งแรงก็จะลดการอักเสบ ต้นเหตุการเกิดฝ้าได้

ผลิตภัณฑ์ของ Dr. RATH ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของการเกิดฝ้าคือ ไปช่วยลดการอักเสบของผิว และกระตุ้นให้เซลล์แข็งแรงขึ้นด้วยการกระตุ้น AMPK เพราะเอสเซ้นส์ของเรามี ไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์ (COS) สารออกฤทธิ์ตัวนี้มีประโยชน์มาก แต่เพราะสกัดยาก และนำมาใช้ยาก จึงแทบไม่มีผลิตภัณฑ์ตัวไหนนำมาใช้ แต่ ดร. รัฐ พิชญางกูร เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์มากว่า 20 ปี จึงสามารถนำสารสกัดตัวนี้มาใช้ได้อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์ช่วยให้ฝ้าจางลงได้ และการที่ผิวแข็งแรงขึ้นจะทำให้กลับมาเป็นฝ้ายากขึ้นกว่าเดิมค่ะ เพราะเราเชื่อมั่นว่าผิวที่ดี คือผิวที่มีสุขภาพแข็งแรง

อ่านวิจัยเกี่ยวกับไคโตซานโอลิโกแซคคาไรด์ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.frontiersin.org/…/10…/fphar.2018.01412/full

Dr. RATH Radiance Essence Ex ราคาพิเศษช่องทางออนไลน์ จาก 1,590 เหลือ 1,290 บาท

1 ขวดสามารถใช้ได้ประมาณสองเดือนกว่า ๆ ฝ้าจะเริ่มจางลงตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรก และเห็นผลชัดเจนใน 2 เดือน นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น ไม่อักเสบง่ายเหมือนแต่ก่อน หากใช้ร่วมกับ Dr. RATH Perfect Skin Serum จะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้นและช่วยลดเลือนริ้วรอยจากวัยและแสงแดด

TOP

SHOPPING BAG 0

Login

Create an account

Your personal data will be used to support your experience throughout this website, to manage access to your account, and for other purposes described in our นโยบายความเป็นส่วนตัว.

Password Recovery

Lost your password? Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.